สถิติ
เปิดเมื่อ19/10/2011
อัพเดท20/01/2018
ผู้เข้าชม2350368
แสดงหน้า3510895
สินค้า
บทความ
ทางเดินอาหาร
16 วิธีป้องกันท้องอืด จากโรคกรดไหลย้อนกลับ (GERD)
ภาวะกรดไหลย้อน
นม GTF
โรคลึกลับ CFS (Chronic fatigue syndrome หรือโรคอ่อนเพลียเรื้อรัง ) ยาแก้และวิธีแก้
อันเนื่องมาจากความหวาน อ่อนเพลียโดยไม่รู้สาเหตุ (ตอนที่ 4)
อันเนื่องมาจากความหวาน อ่อนเพลียโดยไม่รู้สาเหตุ(ตอนที่ 3)
อันเนื่องมากจากความหวาน อ่อนเพลียโดยไม่รู้สาเหตุ (ตอนที่ 2)
อันเนื่องมาจากความหวาน ระวัง! อ่อนเพลียโดยไม่รู้สาเหตุอย่านึกว่าเป็นเรื่องเล็ก(ตอนที่ 1)
การอนุญาตและการจดทะเบียนในประเะทศต่างๆ
สิทธิบัตรของนม GTF
สิทธิบัตรของนม GTF
นม GTF กับรูปร่างและผิวพรรณ
โรงพยาบาลที่ใช้ ผลิตภัณฑ์ GTF
รางวัลต่างๆ ของนม GTF
การวิจัยและพัฒนานม GTF
ทำไมคนรุ่นใหม่...ขาดสารอาหาร
คำแนะนำการบริโภคนม GTF
รายละเอียดนม GTF
ประโยชน์ที่ได้รับจากนม GTF
VDO ประสบการณ์ผู้ใช้ GTF
VDO รายละเอียด GTF ตอนที่ 1-5
นม GT&F ช่วยให้คุณควบคุมโรคเบาหวาน ได้อย่างไร..
ทำไมต้องนม GTF
มะเร็ง
ถั่วเหลืองกับมะเร็งเต้านม
การฟื้นฟูร่างกายหลังได้รับเคมีบำบัด
วิธีจัดการผลข้างเคียงจากเคมีบำบัด ตอนที่ 3
วิธีจัดการผลข้างเคียงจากเคมีบำบัด ตอนที่ 2
วิธีจัดการผลข้างเคียงจากเคมีบำบัด ตอนที่ 1
วิธีป้องกันการติดเชื้อระหว่างเคมีบำบัด
แอสตาแซนธิน (Astaxanthin)
สารอนุมูลอิสระ (Free Radicals) คืออะไร?
แอสตาแซนธิน : การลดความเมื่อยล้าของดวงตา
แอสตาแซนธิน : ความทนทานและการฟื้นตัวของกล้ามเนื้อ
แอสตาแซนธิน : สารต้านอนุมูลอิสระที่เหนือกว่า
“Astaxanthin” คืออะไร?
ผิวหนัง
ตำแหน่งสิวบอกอารมณ์และโรคได้
วิธีปราบสิว
โรคสะเก็ดเงินหรือโรคเรื้อนกวาง ( Psoriasis )
โรคผิวหนังอักเสบ (ECZEMA)
สิว และวิธีแก้ปัญหาเกี่ยวกับ สิว เบื้องต้น
บทความทั่วไป
10 ความจริงเกี่ยวกับตัวเรา... ที่คุณอาจไม่รู้
เคล็ดลับในการกินอาหารเสริม
NCD : โรควิถีชีวิต (Non – communicable Diseases - NCD)
NCD : โรควิถีชีวิต (Non – communicable Diseases - NCD)
5 ผลวิจัย พิชิตความเครียด
10 การเปลี่ยนแปลงของร่างกาย ที่บ่งบอกว่าคุณกำลังเป็นโรค…
พลังงานแม่เหล็กบำบัดโรค
เตือน “กินน้ำตาลเกินจำเป็น” โอกาสเกิดโรคแทรกง่ายขึ้น
18 สาเหตุ ทำให้ไม่มีเรี่ยวแรง + อ่อนเพลีย
การเสียชีวิตของนักกีฬาในสนามแข่งขัน
รู้ได้อย่างไรว่า...อ้วนลงพุง หรือ เป็น Metabolic syndrome
ไม่ขับถ่ายตอนเช้าจะเกิดอะไรขึ้น
การเลือกรับประทานอาหารเสริม วิตามิน และเกลือแร่
อาหารเสริม Co-Enzyme Q10 โคเอ็นไซม์ คิวเท็น คืออะไร
วิธีป้องกัน อาการภูมิแพ้
กินยาแก้อักเสบ (ยาปฏิชีวนะ) บ่อยๆ ทำให้เชื้อโรคดื้อยา รักษาไม่หาย
แครนเบอรรี่ Cranberry
การกอด มหัศจรรย์แห่งสัมผัส
โรคภูมิแพ้
อันตรายจากบุหรี่ และตัวช่วยล้างพิษจากบุหรี่
วิธีการดื่มน้ำที่ถูกวิธี
Bell Stem Cell Activator, 60 caps
เมลาโตนิน (Melatonin)
นาฬิกาชีวภาพ นาฬิกาชีวิต
กรดอะมิโนจำเป็น 9 ชนิด ที่ร่างกายสร้างขึ้นเองไม่ได้
อาหารธัญพืชปรุงพิเศษ
เบาหวาน
เรื่องหวานๆ กับยาเบาหวาน
ความดันโลหิตสูงในผู้ป่วยเบาหวาน
ภัยเงียบ....โรคหัวใจในผู้เป็นเบาหวาน
เลือดหนืดในโรคเบาหวาน
เลือดข้นกับโรคหัวใจ
เบาหวาน
การควบคุมอาหารในผู้ป่วยเบาหวาน
ทางเดินปัสสาวะ
Share โรคไตวายเรื้อรัง Chronic renal failure (CRF)
สาเหตุของโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ (Cystitis) อาการของโรค และวิธีรักษา
การติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ Urinary tract infections (UTI)
สมองและระบบประสาท
โคลีน
โคลีน ไบทาร์เทรต (Choline Bitartrate)
ใบบัวบก (Gotu Kola)
DMEA
cavinton หรือ vinpocetine
Neuro-ps บำรุงสมอง เพิ่มความจำ ลดความเครียด ช่วยเรื่องการนอนหลับ
ถาม-ตอบ เกี่ยวกับการใช้ Neuro-PS
Neuro-PS บำรุงสมอง,เสริมความจำ ลดความเครียด
บทความจากต่างประเทศ
How To Decrease Inflammation‏
Alzheimer’s on the Rise: What You Can Do
ปฎิทิน
January 2018
Sun Mon Tue Wed Thu Fri Sat
 
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30
31
   
สมาชิก

สมัครสมาชิก | ลืมรหัสผ่าน

วิธีจัดการผลข้างเคียงจากเคมีบำบัด ตอนที่ 1

อ่าน 3349 | ตอบ 0
 วิธีจัดการผลข้างเคียงจากเคมีบำบัด ตอนที่ 1
 
เซลล์มะเร็งเป็นเซลล์ที่การเจริญเติบโตแล้วแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว  ดังนั้นเมื่อได้รับยาเคมีบำบัดไปแล้วยาก็จะไปออกฤทธิ์ที่เซลล์มะเร็ง  แต่ยาก็มีผลต่อเซลล์ปกติที่มีคุณสมบัติในการเจริญและแบ่งตัวเร็วด้วย  เช่น  เซลล์เยื่อบุทางเดินอาหาร, เส้นผม, เม็ดเลือด  เป็นต้น  การที่เซลล์ปกติถูกทำลายนั้นก็คือสาเหตุของผลข้างเคียงของยาเคมีบำบัด  ถ้าจะพูดให้เข้าใจง่ายๆ คือ  ผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นนั้นเกิดจากยาไปทำลายเซลล์ที่ดีในร่างกายของผู้ป่วยนั่นเอง
 
อาการข้างเคียงที่เกิดขึ้นจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับสภาพร่างกาย  ชนิดของยา  และขนาดของยารวมถึงระยะเวลาที่ได้รับยาด้วย  ดังนั้นก่อนจะเริ่มทำเคมีบำบัดควรพูดคุยปรึกษาแพทย์ถึงอาการข้างเคียงที่จะเกิดขึ้น  เช่น  คลื่นไส้อาเจียน,  ผมร่วง,  ท้องร่วง,  ท้องผูก,แผลในปาก,  ปริมาณเม็ดเลือดลดลง,  เบื่ออาหาร,  การรับรสเปลี่ยนไป  อาจรู้สึกขมในปาก,  ลิ้นแข็ง  รู้สึกชา,  กล้ามเนื้ออ่อนแรง,  มีผื่นอาการแพ้,  มีไข้,  ปวดมากบริเวณฉีดยา  เป็นต้น  อย่างไรก็ตามอาการเหล่านี้จะค่อยๆหายไปเมื่อสิ้นสุดการให้ยาเคมีบำบัด
 
การแก้ไขบรรเทาอาการข้างเคียงที่พบบ่อย
 
อ่อนเพลีย
      ความรู้สึกอ่อนเพลีย  ไม่มีแรงเป็นอาการผิดปกติของผู้ป่วยโรคมะเร็งอยู่แล้ว  แต่สาเหตุที่ทำให้รู้สึกอ่อนเพลียนั้น  ก็ยังไม่มีใครทราบสาเหตุที่แท้จริง  เพราะอาการนี้สามารถเกิดขึ้นกับผู้ป่วยที่ทำเคมีบำบัด  รังสีรักษา  ผ่าตัด  พักผ่อนไม่เพียงพอ  อาการปวด  เครียด  เป็นต้น  แต่อาการอ่อนเพลียในผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งนั้นจะต่างจากคนปกติตรงที่ไม่ว่าจะพักผ่อนมากน้อยขนาดไหนก็ยังรู้สึกเพลียอยู่
 
 
ข้อควรปฏิบัติเวลาเรารู้สึกอ่อนเพลีย
     - ไม่ควรให้ผู้ป่วยนอนอยู่กับเตียงตลอดทั้งวัน  ถ้าผู้ป่วยพอช่วยเหลือตัวเองได้
     - ควรจะจัดแบ่งเวลาให่ผู้ป่วยได้ทำกิจกรรมบ้าง
     - หาเวลาออกกำลังกายบ้างแต่ควรเป็นการออกกำลังกายเบาๆ
     - รับประทานอาหารทีละน้อยแต่จำนวนมื้อที่ทานมากขึ้นพูดง่ายๆ ก็คือ  ทานน้อย  แต่ถี่ขึ้น
     - หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน  แอลกอฮอล์
     - รับประทานอาหารที่มีประโยชน์  เช่น  แป้ง  น้ำตาล  ไข่  เนื้อสัตว์  นม  ผัก  ผลไม้
 
คลื่นไส้  อาเจียน
      ผู้ป่วยที่ได้รับยาเคมีบำบัดมักจะกลัวอาการคลื่นไส้  อาเจียน  แต่ในปัจจุบันนี้ได้มียาเคมีบำบัดตัวใหม่ออกมาที่ไม่ค่อยมีอาการคลื่นไส้อาเจียน  โดยปกติแพทย์จะให้ยาคลื่นไส้อาเจียนเพื่อป้องกันอาการคลื่นไส้อาเจียนอยู่แล้ว
 
 
วิธีช่วยบรรเทาอาการคลื่นไส้อาเจียน
     - ผู้ป่วยบางรายมีอาการคลื่นไส้อาเจียน  แม้เพียงคิดถึงการได้รับยาต้านมะเร็ง  ทั้งนี้เพราะความกังวลที่เกิดจากการรักษา  และการคาดคะเนว่าจะรู้สึกไม่สบายหลังจากนั้น  หากผู้ป่วยมีอาการดังกล่าว  ควรนอนหงายราบๆ  ในที่เงียบสัก  15 – 40 นาที  ก่อนรับยาและก่อนที่จะรับยาควรหาผ้าขนหนูชุบน้ำอุ่นๆ  ประคบที่ตาทั้ง  2 ข้าง  หากต้องการให้มีเพื่อนอยู่ใกล้ขณะนั้น  ก็ควรหาใครสักคนอยู่ด้วย  การสนทนาจะช่วยให้ท่านสนใจเกี่ยวกับสิ่งอื่นๆและช่วยลดความรู้สึกอยากอาเจียนลง
     - พยายามดื่มน้ำทีละน้อยแต่เน้นจิบบ่อยๆ  เช่น  น้ำขิง  น้ำส้ม  น้ำมะนาว  และพยายามทานน้ำหลังอาหารประมาณครึ่งชั่วโมงถึง 1 ชั่วโมง  
     - พยายามทานอาหารจำนวนน้อย  แต่จำนวนมื้อมากขึ้น  และพยายามเคี้ยวให้ละเอียดเพื่อจะได้ย่อยง่ายมากขึ้น  ไม่จำเป็นต้องรับประทานอาหารเป็นเวลา  
     - อย่าใส่เสื้อที่คับแน่นร่างกาย
     - หลีกเลี่ยงกลิ่นที่ทำให้รู้สึกคลื่นไส้  เช่น  กลิ่นบุหรี่  กลิ่นอาหาร  กลิ่นน้ำหอม  
     - พยายามหลีกเลี่ยงอาหารหวาน  ของทอดหรืออาหารมันๆ  และอาหารรสจัด  
     - ควรรับประทานอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตสูง  เช่น  ขนมปังกรอบ  ขนมปังปิ้ง  น้ำหวาน  
     - ไม่ควรนอนหลังจากทานอาหารเสร็จ  ถ้าต้องการจะนอนพักผ่อนก็ควรให้ผ่านไปประมาณ  2  ชั่วโมงก่อน
     - ถ้าเคยมีอาการคลื่นไส้อาเจียน  ขณะกำลังรับยาเคมีบำบัด  ผู้ป่วยควรงดทานอาหารอย่างน้อย  2 - 3  ชั่วโมงก่อนทำเคมีบัด
     - ผ่อนคลายความเครียดด้วยการฟังเพลง  อ่านหนังสือ  เดินออกกำลังกาย
     - ส่วนใหญ่แพทย์จะให้ยาระงับอาการคลื่นไส้อาเจียนไว้
 
อาการปวด
     อาการปวดอาจจะไม่ได้เกิดขึ้นกับทุกๆ คนที่ทำเคมีบำบัด  แต่ถ้ามีอาการปวดเกิดขึ้นควรปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับอาการปวดที่เกิดขึ้น  หรือผู้ใกล้ชิด/ญาติเพื่อที่จะได้ช่วยหาทางบรรเทาอาการที่ควรรายงานให้แพทย์  เพื่อที่จะได้ทราบสาเหตุและได้รับการรักษาที่ถูกต้อง
     - ปวดที่บริเวณไหนของร่างกาย
     - ลักษณะอาการปวด  ปวดแบบตึบๆ จี๊ดๆ ปวดแบบมีการสั่นร่วมด้วย ปวดแบบชาๆ เป็นต้น
     - ปวดมากน้อยขนาดไหน  เช่นพอทนได้  พอมากจนนอนไม่หลับ  เป็นต้น
     - ระยะเวลาของการปวด  เช่น  ปวดสักพักก็หายปวดทั้งวัน
     - ยาที่รับประทาน  และหลังจากที่รับประทานยาด้วย  ควรทานตามที่แพทย์สั่งไม่ควรทานพร่ำเพรื่อ  ในช่วงที่ยาแก้ปวดออกฤทธิ์  เราอาจจะมีการบริหารบริเวณที่ปวดเบาๆ เพื่อลดอาการเกร็งของกล้ามเนื้อ
 
ผมร่วง
ผมร่วงเป็นผลข้างเคียงปกติของยาเคมีบำบัดอยู่แล้วแต่อาการนี้ไม่ได้เกิดกับยาเคมีบำบัดทุกตัว  นอกจากเส้นผมแล้วบริเวณต่างๆ ของร่างกายที่มีเส้นขนบนใบหน้า  แขน  ขา  หรือใต้รักแร้  เป็นต้น  อาการนี้อาจจะไม่ได้เกิดขึ้นทันทีหลังจากได้รับยาเคมีบำบัดชุดแรก  แต่อาจจะเกิดขึ้นในชุดที่ 2-3 ของการทำเคมีบำบัดก็ได้  อย่างไรก็ตามเมื่อสิ้นการทำเคมีบำบัดอาการเหล่านี้จะหายไปและเส้นผมที่เคยหลุดร่วงไปก็จะกลับขึ้นมาเหมือนเดิม
 
การดูแลเส้นผมและหนังศีรษะระหว่างที่ทำยาเคมีบำบัด
     - ควรใช้แชมพูสระผมแบบอ่อน
     - แปรงหวีผมควรใช้แปรงที่มีขนอ่อนนุ่มหรือที่มีซี่ห่างๆแปรงผมเบาๆ
     - ควรหลีกเลี่ยงการไดร์ผม  อบผม
     - การไว้ผมสั้นจะช่วยให้ผมดูหนาขึ้นกว่าไว้ผมยาว
     - ในกรณีที่ผมร่วงหมด  ควรจะทาครีมกันแดดที่หนังศีรษะด้วยและใส่หมวกเพื่อป้องกันแสงแดด
     - หลีกเลี่ยงการทำสีผม  ดัด  ยืดผม
     - หลังสระผม  ซับผมหรือหนังศีรษะเบาๆ  ไม่ควรขยี้
     - ควรสวมหมวกเวลานอน
     - ปลอกหมอนควรเป็นผ้าซาติน  จะได้ไม่เกิดเสียดทานกับหนังศีรษะ
     - ปรึกษาแพทย์ที่รักษาก่อนการใช้สารเคมีใดๆกับผม
     - หลังหยุดการรักษาผู้ป่วยที่มีผมร่วง  ผมจะงอกขึ้นมาใหม่ในเวลาประมาณ  1 - 3 เดือน  ภายหลังหยุดยา  ผมจะงอกเหมือนเดิมหรืออาจดูดีกว่าเดิม   
ความคิดเห็นของผู้เข้าชม
ชื่อผู้แสดงความคิดเห็น :
สถานะ : รหัสผ่าน :
ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง :
รหัสความปลอดภัย :
 

ตรวจสอบสถานะ การจัดส่งของที่สั่ง ทางไปรษณีย์ แบบพัสดุ ลงทะเบียน และ EMS http://track.thailandpost.co.th/